Pingmovie.com

ก้าวแรกของ ''เอ็ม'' บุษราคัม วงษ์คำเหลา สู่วงการจอเงิน กับหนังตลกภาคต่อสุดฮาเรื่อง''แหยมยโสธร 2''

(5 votes, average 3.20 out of 5)

 

มาเล่นแหยมยโสธร 2 ซึ่งมีคุณพ่อเป็นผู้กำกับฯ รู้สึกอย่างไรบ้าง
 
''ครั้งแรกที่ดูเรื่องแหยมยโสธรเอ็มยังเรียนอยู่เลย ซึ่งเอ็มรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้โทนสีสวยสดดี เอ็มชอบคือเอ็มเรียนภาพยนตร์มา พอเอ็มเห็นเอ็มรู้สึกประทับใจ พอได้มาเล่นจริงๆ ก็รู้ว่าวิธีการทำมันเป็นอย่างนี้นะ ความประทับใจมันอยู่ที่การทำฉาก ตัวแสดง ทุกๆ ตัวแสดงที่มีความสัมพันธ์ร่วมกันทำให้หนังออกมาได้สมบูรณ์แบบ ตอนนี้เอ็มยังเห็นภาพได้ไม่ค่อยชัด เพราะภาพที่เอ็มเห็นส่วนใหญ่เป็นภาพที่ยังไม่ได้ถูกปรุงแต่งหรือว่าตัดต่อ แต่ถ้าถูกปรุงแต่งมาแล้ว ภาพจะสดจะสวยนั่นคือ เสน่ห์ของแหยมยโสธร จริงๆ''

 

แหยมยโสธร  2 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะไร
 
''เรื่องราวของแหยมยโสธรก็จะเป็นเรื่องราวความรักรุ่นลูกของอ้าย แหยมและแม่เจ้ย เรื่องราวก็ประมาณว่ามีปลัดหนุ่มสุดหล่อ คือ ปลัดธนูมาจากกรุงเทพฯ ถูกส่งมาทำงานรับราชการที่จังหวัดยโสธร แล้วดันมาตกหลุมรัก แว่ ซึ่งเป็นลูกสาวกำนันแหยม แต่ด้วยลักษณะนิสัยของปลัดธนูที่กวนประสาทกำนันแหยมเป็นอย่างมาก ทำให้กำนันแหยมไม่ชอบปลัดธนูซักเท่าไร เวลาปลัดธนูมาจีบแว่ ก็จะคอยมาเป็นก้างขวางคอตลอด ก็เป็นความสนุกสนานตามประสาพ่อตากับลูกเขยค่ะ''

 

บทที่ได้รับในเรื่อง
 
''ในเรื่องแหยมยโสธร 2 เอ็มรับบทเป็นแว่ เป็นลูกสาวคนสุดท้องของกำนันแหยม แล้วก็จะมีน้องชายอีกคนหนึ่งชื่อคำผาน ส่วนแคแรกเตอร์ของแว่นั้นก็จะเป็นผู้หญิงที่ดูเรียบร้อยอ่อนหวาน อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือน ไม่ค่อยกล้าแสดงออกเท่าไร เพราะมีพ่อและแม่คอยกำกับอยู่ แล้วยิ่งเป็นลูกสาวของกำนันแหยมด้วยก็จะถูกเลี้ยงดูเหมือนไข่ในหิน ก็ไม่ค่อยได้เจอใครเท่าไหร่ นอกจากพ่อ-แม่แล้วก็น้องชาย แล้วเรื่องราวในเรื่องก็จะมีปลัดหนุ่มจากกรุงเทพฯ มาจีบเรา ซึ่งก็ต้องฝ่ากำแพงของคุณพ่อ หรือว่ากำนันแหยมให้ได้เสียก่อน''

 

ต้องมีการเตรียมตัวก่อนเล่นหนังเรื่องนี้อย่างไรบ้าง
 
''เนื่องจากเอ็มไม่มีพื้นฐานด้านการแสดงมาก่อน ก็ต้องไปเรียนการแสดงพร้อมกับพี่ดิมเลย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคยระหว่างพระเอก และ นางเอก แล้วเอ็มก็ต้องปรับบุคลิกของเอ็มให้เป็นแว่ด้วย เพราะเอ็มเป็นคนที่พูดเร็ว ถ้าจะเป็นแว่ก็ต้องพูดให้ช้า เรียบร้อย ดูเป็นกุลสตรี วันแรกยอมรับเลยว่ายาก แต่ ณ วันนี้เริ่มชินแล้ว เพราะด้วยสภาพแวดล้อมและพี่ทีมงานที่ทำงานด้วยทำให้รู้สึกว่าไม่อึดอัด''

 

เข้าฉากวันแรกเป็นอย่างไรบ้าง
 
''เอ็มไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไร อาจจะเป็นเพราะได้เล่นกับพ่อและก็น้องชายซึ่งก็เจอกันทุกวันอยู่แล้วก็เลย ไม่รู้สึกอะไรเป็นพิเศษ แต่ว่าถ้าจะตื่นเต้นต้องเป็นตอนที่เรียนแอ็กติ้ง เพราะเอ็มไม่เคยเรียนมาก่อน พอเรียนแอ็กติ้งรู้สึกว่าทำไมมันออกแนวจิตวิทยาจัง ยิ่งตอนเจอพระเอกครั้งแรกยิ่งแล้วใหญ่ คือรู้อยู่ก่อนแล้วว่าเป็นพี่ดิม แต่ด้วยความที่เขาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง แต่เราก็ไม่เคยเจอหรือว่ารู้จักกันมาก่อนก็จะรู้สึกเกร็งมาก เพราะไม่เคยทำงานกับดาราแบบใกล้ชิดอย่างนี้มาก่อน แต่พอซักระยะก็จะเริ่มคุ้นชิน  เหมือนเป็นเพื่อนร่วมงานกันมากกว่า ซึ่งพอเข้าฉากด้วยกันก็จะไม่มีการเขินอายแล้ว''

 

ทราบมาว่าเอ็มถนัดบทร้องไห้
 
''คือเอ็มเป็นคนที่อ่อนไหวง่าย แค่นั่งอยู่คนเดียวก็ร้องไห้แล้ว คือคนเรามันต้องมีบางเรื่องที่คิดขึ้นมาแล้วจะรู้สึกเศร้าอาจจะเป็นเรื่อง ของพ่อและแม่หรือความรัก แล้วอย่างซีนที่เอ็มต้องร้องไห้มันเป็นซีนที่คนที่เรารักถูกยิง แล้วภาพมันอยู่ต่อหน้าเราพอดี มันก็เลยบิวด์อารมณ์ได้ง่าย''

 

พูดถึงการแปลงลุกส์ให้สวยหวานเหมือนสาว แว่ หน่อย ต้องมีการแปลงโฉมอะไรอย่างไรบ้าง
 
''แหยมยโสธรเป็นหนังพีเรียดย้อนยุค การแต่งตัวก็ต้องใช้เวลาหน่อย ทีมงานนัดมากอง 6 โมงเช้า ใช้เวลาแต่งตัวทั้งหมดเกือบ 2 ชั่วโมง คือจะค่อนข้างละเอียดและพิถีพิถันมาก ทั้งคิ้ว หรือจมูกก็ต้องเป็นสัน แก้ม หรือว่าปากสีสันต้องชัด แล้วสิ่งที่ลำบากที่สุดก็คือเรื่องผม เพราะเอ็มผมบาง จึงต้องใส่วิกทับเพื่อให้ดูหนาขึ้นเหมือนคนสมัยก่อน ซึ่งมันก็ทั้งหนักทั้งคัน แล้วไหนจะเครื่องสำอางอีก เสื้อผ้าอย่างของเอ็มและพี่เขียวจะมีประมาณ 20 ชุด คือเยอะมากค่ะ แล้วยังมีรองเท้าอีกซึ่งเอ็มไม่ชอบใส่รองเท้าส้นสูงแต่คนสมัยก่อนเขาใส่สูง ประมาน 3 นิ้ว แล้วเดินบนพื้นดินที่ขรุขระ ซึ่งเอ็มก็ต้องมาปรับท่าทางการเดินเพื่อไม่ให้ล้ม ซึ่งคนสมัยก่อนเขาเดินได้อย่างไรก็ไม่รู้''

 

มีความกดดันบ้างรึเปล่า แล้วยิ่งเป็นการร่วมงานกับคุณพ่อด้วย
 
''ยอมรับเลยว่ามีกดดันบ้าง ด้วยความที่ทำงานกับคุณพ่อเลยไม่รู้ว่าเราจะทำงานได้เต็มที่รึเปล่า หรือถ้าทำไม่ดีแล้วพ่อจะดุเราไหม คือเอ็มไม่อยากให้ใครมาว่าพ่อเก่ง แต่ทำไมเราถึงเป็นอย่างนี้ แต่พอมาถึงที่กองพ่อก็คอยแนะนำ ว่ามันควรจะทำอะไรอย่างไร ก็ลดความกดดันได้เยอะเลยทีเดียว และทีมงานหนังเรื่องนี้ก็เป็นกันเองดี ทำให้เอ็มไม่อึดอัด อาจจะมีบ้างที่เครียด แต่ถ้าผู้กำกับฯ ไม่ใช่คุณพ่อคงแย่กว่านี้อีก เพราะถ้าผู้นำเครียด ทีมงานที่เหลือก็เครียดกันทั้งกอง แต่โชคดีที่คุณพ่อเก็บอารมณ์ มีปัญหาอะไรเขาจะเก็บไว้คนเดียว แล้วเขาจะมีมุกมาทำให้คนอื่นสนุกสนานอยู่ตลอดเวลาถึงแม้เขาจะเครียดอยู่ก็ ตาม ก็เลยทำให้คนอื่นทำงานไปด้วยเสียงหัวเราะและรอยยิ้ม งานจึงเสร็จเร็วและผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ''

 

แหยมยโสธรเป็นหนังแนวโรแมนติกคอมเมดี้ เอ็มพูดในส่วนของโรแมนติกหน่อย มีสวีตหวานกันขนาดไหน
 
''ความโรแมนติกในเรื่องนี้จะเป็นแบบกุ๊กกิ๊กน่ารักยียวนกวนประสาท ซะมากกว่า ซึ่งส่วนมากจะมาจากพระเอกของเรื่องคือปลัดธนู ซึ่งเขาก็จะมีมุกมาหยอดเราเรื่อยๆ เป็นมุกประมาณน้ำเน่า เอาไว้จีบหญิงประมาณนี้ อย่างฉากปีนบ้านกำนันแหยมเพื่อมาหาแว่ เขาก็จะมีมุกของเขาประมาณว่ามีปืนรึยังถ้าไม่มีผมจะเอาให้ เราจะได้มี Gun และ Gun  คือถ้าไม่ติดว่าเป็นตัวละครแว่ ก็จะเอาดอกไม้ทุบหัว เพราะมันน้ำเน่ามากๆ นี่คือหนึ่งในน้ำเน่าของซีน  แล้วมันแบบซูเปอร์มหาน้ำเน่าเลยนะ เพราะมันน้ำเน่ามากๆ'' 

 

แล้วส่วนของคอมเมดี้ มีความเฮฮากันสุดฤทธิ์สุดเดชกันอย่างไรบ้าง
 
''พาร์ตตลกของแหยม 2 ก็จะคล้ายกับภาค 1  เป็นความรักที่ต้องมีอุปสรรคหน่อย อย่างภาค 2 ก็จะมีกำนันแหยม เป็นกำแพงความรักของปลัดธนูและแว่ เพราะกำนันแหยมในเรื่องจะไม่ชอบปลัดธนูเป็นอย่างมาก เพราะเชื่อว่าคนกรุงเทพฯ เป็นคนที่เหลี่ยมจัด เจ้าชู้  กลัวว่าจะมาหลอกลูกสาวตัวเองด้วย แล้วยิ่งปลัดธนูไปกวนประสาทกำนันแหยมก็ยิ่งทำให้พ่อไม่ชอบหน้าเข้าไปใหญ่ แต่ถ้าปลัดธนูมาอยู่กับแว่ก็จะเปลี่ยนเป็นอีกคนเลย จะกลายเป็นคนอ่อนหวาน แต่ถ้าเจอหน้ากำนันแหยมก็จะจิกกัดกันตลอดเวลา ก็เป็นเรื่องราวความหรรษาตามประสาพ่อตาลูกเขยค่ะ''

 

การแสดงของแต่ละคนที่เอ็มได้สัมผัสมาเป็นอย่างไรบ้าง
 
อย่างน้องมิกซ์บางฉากเขาจะกวนด้วยคำพูด แล้วการแสดงสีหน้าท่าทางเขาสมจริงมาก คือเอ็มเห็นแล้วรู้สึกว่าทำไมน้องเล่นได้กวนขนาดนี้ เคยคิดว่าถ้าเป็นเอ็มแล้วจะเล่นได้ตลกแบบน้องเรารึเปล่า แล้วการถ่ายทอดอารมณ์น้องมิกซ์เล่นได้ดีเลยทีเดียว ส่วนพ่อและพี่ดิม คนหนึ่งก็มุกเยอะ อีกคนก็กวนๆ พอมาเจอกันมันก็เลยไหลลื่นทั้งคู่ แต่ของพี่เขียวจะมีปัญหาด้านภาษาอีสานนิดหนึ่ง เพราะเป็นคนโคราชภาษาอีสานจะต่างจากคนยโสธร เอ็มกับพี่เขียวก็ต้องมานั่งซ้อมบทกัน แต่เรื่องการแสดงบอกได้เลยว่าพี่เขียวกินขาด ส่วนเอ็มกับพี่ดิมเข้าฉากด้วยกันแรกๆ ก็เขิน ไม่ค่อยกล้ามองตากันเท่าไร แต่พอร่วมงานกันบ่อยๆ มันก็ทำให้เราเข้าขากันมากขึ้น สามารถถ่ายทอดอารมณ์ได้อย่างไหลลื่น ไม่เขินอายเท่าไร
 
 
พูดถึงความตั้งใจในการทำหนังรักแบบรากหญ้าแบบอีสาน ที่ถึงแม้คนเมืองก็สามารถดูได้
 
''อย่างหนึ่งเลยคือการถ่ายทอดภาษาอีสาน เพราะพ่อเป็นคนที่ฉีกแนว ถือได้ว่าเป็นคนแรกเลยก็ว่าได้ที่ทำหนังพูดอีสานทั้งเรื่องแต่มี Sub ไทยอยู่  ซึ่งตอนแรกพ่อเขาก็จะเกร็งๆ กลัวจะไม่โดนเพราะใครเขาจะเข้าใจภาษาอีสาน แต่มันก็โอเคเพราะยังมี Sub ไทยอยู่  ก็ถือว่าประสบความสำเร็จ พอมาภาคสองก็มีอยู่ฉากหนึ่ง เป็นฉากที่คุณพ่อประทับใจ ซึ่งก็คือฉากบุญบั้งไฟ เพราะว่าพ่อไม่สามารถเอาเข้าไปใส่ในภาคแรกได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกัน ก็เลยยกมาใส่ในภาคที่ 2 แล้วสถานที่ก็ถ่ายที่จังหวัดยโสธรเลย เพราะว่าจริงๆ แล้วพ่อเป็นคนรักถิ่นฐานบ้านเกิดถึงได้ตั้งชื่อว่าแหยมยโสธร เพราะถ้าจะไปเซตไปอะไรที่ยโสธรนั้นมันง่าย เพราะพ่อเกิดที่ยโสธร รู้จักคนเยอะ ก็เลยสะดวกสบาย''

 

สุดท้ายอยากให้เอ็มฝากหนังหน่อย
 
''เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งในหนึ่งแห่งความภาคภูมิใจของพ่อ  เพราะว่าพ่อเขาเป็นคนรักถิ่นฐานมาก เรื่องนี้ก็จะสื่ออารมณ์ออกมาได้ชัดเจน เพราะพ่อเป็นคนชอบหนังสไตล์อย่างนี้ ก็ฝากคนดูให้ติดตามชมด้วย เพราะพ่อทุ่มเทและใส่ใจกับเรื่องนี้มากค่ะ ยังไงอย่าลืมติดตามชมนะคะ 3 ธันวาคม นี้กับ '' แหยมยโสธร 2 ค่ะ''

 

 

 

ข่าวโดย siamdara.com

Comments (0)add comment

Write comment
smaller | bigger
password
 

busy
 
You are here: